ข้อบังคับพรรคประชากรไทย พ.ศ. ๒๕๒๕
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๓) พ . ศ . ๒๕๔๗
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรคประชากรไทย พ.ศ. ๒๕๒๕ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๗ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ . ศ . ๒๕๔๐ คณะกรรมการบริหารพรรคโดยความเห็นชอบที่ประชุมใหญ่ จึงแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรคประชากรไทยดังต่อไปนี้
หมวดที่ ๑
บททั่วไป
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า ข้อบังคับพรรคประชากรไทย พ . ศ . ๒๕๒๕ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ( ฉบับที่ ๒ ) พ . ศ . ๒๕๔๑
ข้อ ๒ ให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรคประชากรไทย พ . ศ . ๒๕๒๕ แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๑ พ . ศ . ๒๕๔๐ และให้ใช้ข้อบังคับนี้แทนตั้งแต่ วันที่ได้รับแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นต้นไป

ข้อ ๓ . พรรคการเมืองนี้เรียกว่า พรรคประชากรไทย เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า THAI CITIZEN PARTY โดยใช้ชื่อย่ออักษรภาษาไทยว่า ปชท . และชื่อย่ออักษรภาษาอังกฤษว่า T C P ใช้ภาพเครื่องหมายชายหญิงจูงเด็กชายและเด็กหญิงตามรูปลักษณะที่ปรากฎนี้
ข้อ ๔ . สำนักงานใหญ่ของพรรคประชากรไทยตั้งอยู่ ณ เลขที่ ๑๒๑๓ / ๓๒๓ ถนนศรีวรา แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๑๐
ข้อ ๕ . สาขาพรรคประชากรไทยที่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้ง ณ ท้องถิ่นใดให้เรียกชื่อว่า พรรคประชากรไทยสาขา
โดยมีชื่อท้องถิ่นนั้นต่อท้าย
หมวด ๒
สมาชิก
ข้อ ๖ . สมาชิกต้องมีคุณสมบัติดังนี้
( ๑ ) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
( ๒ ) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ในวันสมัครเข้าเป็นสมาชิก
( ๓ ) ไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
( ๔ ) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย วิกลจริต ไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
( ๕ ) ไม่ติดยาเสพติด
( ๖ ) ไม่เป็นคนต้องคำพิพากษา ให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือ โดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
( ๗ ) ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไปโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีวัน สมัคร เว้นแต่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
( ๘ ) ไม่เคยถูกไล่ออกปลดออกหรือให้ออกจากราชการหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
( ๙ ) ไม่เป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
( ๑๐ ) เป็นผู้ที่มีความเข้าใจในนโยบาย ตั้งใจสนับสนุนกิจการและจะปฏิบัติตามข้อบังคับพรรคทุกประการ
ข้อ ๗ . การเป็นสมาชิกพรรค ให้ผู้ประสงค์เป็นสมาชิกพรรคยื่นใบสมัครตามแบบพิมพ์ต่อเลขาธิการพรรค หรือประธานสาขาพรรค
สมาชิกพรรคเกิดขึ้นเมื่อหัวหน้าพรรค หรือคณะกรรมการบริหารพรรคอนุมัติให้รับเป็นสมาชิกพรรคได้
ข้อ ๘ . การคัดค้านการเป็นสมาชิกต้องทำเป็นหนังสือชี้แจงเหตุผลในการคัดค้าน และต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า ๕ คน
การประชุมพิจารณาคำคัดค้านดังกล่าวของคณะกรรมการบริหารพรรค ให้ออกเสียงโดยลงคะแนนลับโดยเสียงข้างมากของที่ประชุม
ข้อ ๙ . สมาชิกมีสิทธิและหน้าที่ดังต่อไปนี้
( ๑ ) เข้าประชุมชี้แจงแสดงความคิดเห็นและออกเสียงลงคะแนนในการประชุมใหญ่ ภายใต้ข้อบังคับข้อ ๒๖
( ๒ ) ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรค
( ๓ ) ได้รับเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในพรรคและตำแหน่งทางการเมือง
( ๔ ) ได้รับการพิจารณาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ในการเลือกตั้งที่ราษฎรเป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในระดับต่างๆ
( ๕ ) ปฏิบัติตามข้อบังคับพรรค
( ๖ ) รักษาชื่อเสียงของพรรค
( ๗ ) สนับสนุนส่งเสริมและเผยแพร่นโยบายพรรค
( ๘ ) สนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค
ข้อ ๑๐ . สมาชิกภาพสิ้นสุดลง เมื่อ
( ๑ ) ตาย
( ๒ ) ลาออก
( ๓ ) คณะกรรมการบริหารมีมติให้ออก ตามข้อบังคับพรรค ข้อ ๕๓ ( ๕ )
( ๔ ) ขาดคุฯสมบัติการเป็นสมาชิกพรรค ตามข้อ ๖
( ๕ ) พรรคต้องเลิกหรือยุบไปตามข้อบังคับพรรค ข้อ ๕๗
หมวด ๓
การบริหารพรรค
ข้อ ๑๑ . ให้มีคณะกรรมการบริหารพรรคคณะหนึ่งซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ มีจำนวนไม่เกิน ๖๕ คน ประกอบด้วย
( ๑ ) หัวหน้าพรรค เป็นประธาน
( ๒ ) รองหัวหน้าพรรค ( คนเดียวหรือหลายคน ) เป็นรองประธานกรรมการ
( ๓ ) เลขาธิการพรรค เป็นกรรมการและเลขานุการ
( ๔ ) รองเลขาธิการพรรค ( คนเดียวหรือหลายคน ) เป็นกรรมการและรองเลขานุการ
( ๕ ) ผู้ควบคุมเสียง เป็นกรรมการ
( ๖ ) เหรัญญิกพรรค เป็นกรรมการ
( ๗ ) โฆษกพรรค เป็นกรรมการ
( ๘ ) นายทะเบียน เป็นกรรมการ
( ๙ ) สวัสดิการ เป็นกรรมการ
( ๑๐ ) ปฏิคม เป็นกรรมการ
( ๑๑ ) ประชาสัมพันธ์ เป็นกรรมการ
( ๑๒ ) กรรมการอื่นตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด เป็นกรรมการ
ข้อ ๑๒ . ในการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค ให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งหัวหน้าพรรคเป็นลำดับแรก และรองหัวหน้าพรรคเป็นลำดับถัดมา ส่วนกรรมการที่เหลือ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น เสนอชื่อผู้สมควรเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เกิน ๒๕ คน เพื่อให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งไม่เกิน ๒๐ คน ต่อจากนั้นให้สมาชิกพรรคเสนอชื่อผู้สมควรเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เกิน ๒๕ คน เพื่อให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งไม่เกิน ๒๐ คน แล้วให้หัวหน้าพรรคที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เสนอชื่อผู้ที่สมควรเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่เกิน ๒๕ คน เพื่อให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งอีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้จำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะไม่เกิน ๖๕ คน
ในการเลือกตั้งคระกรรมการบริหารพรรคตามวรรคหนึ่ง ผู้เสนอชื่อและผู้เลือกตั้งพึงคำนึงการให้มีผู้แทนจากภาคต่างๆ โดยทั่วถึงกัน ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่ประชุมแต่ผู้เสนอชื่อผู้รับรองและใช้สิทธิเลือกตั้งต้องอยู่ในที่ประชุม
ในการเสนอชื่อผู้ที่จะเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคตามข้อ ๑๑ ( ๑ ) ( ๒ ) ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๒๐ คน ส่วนคณะกรรมการบริหารพรรคอื่นต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๕ คน เมื่อได้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้หัวหน้าพรรคที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เสนอชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เกิน ๔ คน เพื่อให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งเป็นเลขาธิการ ๑ คน
ข้อ ๑๓ . ตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารพรรคตามข้อ ๑๑ ( ๔ )( ๕ )( ๖ )( ๗ )( ๘ )( ๙ )( ๑๐ )( ๑๑ ) และ ( ๑๒ ) ให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้งจากผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรคมีอำนาจสับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคเข้ารับหน้าที่แทนกันได้ตามความเหมาะสม
ข้อ๑๔ . คณะกรรมการบริหารพรรคอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป
ข้อ ๑๕ . คณะกรรมการบริหารพรรคและกรรมการบริหารพรรค พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
( ๑ ) เมื่อมีการเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ ตามข้อ ๑๔
( ๒ ) ตาย
( ๓ ) ลาออก
( ๔ ) ขาดจากการเป็นสมาชิก
( ๕ ) เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติให้ออก
( ๖ ) ขาดการประชุม ๔ ครั้งติดต่อกัน โดยมิได้ลาหรือแจ้งเหตุผลให้ทราบ
เมื่อตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคว่างลงตาม ( ๒ ) ( ๓ ) ( ๔ ) ( ๕ ) หรือ ( ๖ ) ให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกพรรคคนใดคนหนึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค แต่ต้องขออนุมัติจากที่ประชุมใหญ่เสียก่อน และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตี่งเป็นกรรมการบริหารพรรคคนใหม่อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าที่อายุของคณะกรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยู่ แต่ถ้าตำแหน่งที่ว่างลงนั้นเป็นตำแหน่งหัวหน้าพรรค ให้รองหัวหน้าพรรคลำดับต้นทำหน้าที่แทน และให้ที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งหัวหน้าพรรคขึ้นมาใหม่ ภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคว่างลง
ข้อ ๑๖ . การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคต้องมีจำนวนกรรมการบริหารพรรคเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงจะเป็นองค์ประชุม
ให้หัวหน้าพรรคเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าหัวหน้าพรรคไม่มาประชุมให้รองหัวหน้าพรรคลำดับต้นทำหน้าที่แทน ถ้ารองหัวหน้าพรรคลำดับต้นไม่มาให้รองหัวหน้าพรรคคนต่อไปทำหน้าที่แทนตามลำดับ ถ้ารองหัวหน้าพรรคไม่มาประชุมให้ที่ประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
ภายใต้ข้อบังคับข้อ ๕๑ การลงมติในคณะกรรมการบริหารพรรคให้ถือเสียงข้างมากของคณะกรรมการบริหารพรรคที่มาประชุม ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ออกเสียงชี้ขาด
ข้อ ๑๗ . คณะกรรมการบริหารพรรคมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
( ๑ ) ดำเนินกิจการตามที่กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดไว้
( ๒ ) วางแนวทางเกี่ยวกับวิธีการบริหารพรรคและสาขาพรรค
( ๓ ) กำหนดค่าจดทะเบียนค่าบำรุงสมาชิกการรับและจ่ายเงินของพรรค
( ๔ ) พิจารณาคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งตามข้อ ๔๐
( ๕ ) รับบุคคลเข้าเป็นสมาชิกพรรคตามหมวด๒และพิจารณาลงโทษสมาชิกตามหมวด๑๒
( ๖ ) วางระเบียบต่างๆอำนวยการและกระทำหรือสั่งการใดๆ เพื่อให้การดำเนินงานของพรรคเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของพรรค
ข้อ ๑๘ . ในการบริหารกิจการของพรรคคณะกรรมการบริหารพรรคอาจตั้งสมาชิกหรือบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติตามข้อ ๖ เป็นประธานคณะที่ปรึกษา หรือที่ปรึกษาหรือเป็นกรรมการใดๆได้ตามที่เห็นสมควร
ข้อ ๑๙ . กรรมการบริหารพรรคแต่ละตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่
( ๑ ) หัวหน้าพรรคมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการของพรรค ให้เป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของพรรค
( ๒ ) รองหัวหน้าพรรคมีอำนาจหน้าที่ตามที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย
( ๓ ) เลขาธิการพรรคมีอำนาจหน้าที่บริหารงานของพรรค ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคหรือหหัวหน้าพรรคมอบหมายจัดการประชุม และรับผิดชอบงานสำนักงานใหญ่สำนักงานสาขาและการขยายฐานของพรรค
( ๔ ) รองเลขาธิการพรรคมีอำนาจหน้าที่ตามที่เลขาธิการพรรคมอบหมาย
( ๕ ) ผู้ควบคุมเสียงมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมเสียงของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา
( ๖ ) เหรัญญิกพรรค มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลการรับจ่ายเงินของพรรค
( ๗ ) โฆษกพรรคมีอำนาจหน้าที่ในการแถลงข่าวสาร ผลงาน มติของที่ประชุมและอื่นๆ ตามที่กรรมการบริหารมอบหมาย
( ๘ ) นายทะเบียน มีหน้าที่จัดทำรายชื่อสมาชิกพรรค และสาขาพรรค
( ๙ ) สวัสดิการ มีหน้าที่พิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิก ที่ได้รับความเดือดร้อน
( ๑๐ ) ปฎิคม มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของสำนักงานและต้อนรับผู้มาติดต่อที่พรรค
( ๑๑ ) ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่วางแผนและดำเนินการจัดทำสื่อ เพื่อเผยแพร่ผลงานและเกียรติคุณของพรรค
( ๑๒ ) กรรมการอื่น ๆ มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย
หมวด ๔
สาขาพรรค
ข้อ ๒๐ . แผนและกำหนดระยะเวลาในการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองในท้องที่ใด หรือเขตเลือกตั้งใดให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้พิจารณาอนุมัติจัดตั้ง ตามความประสงค์ของสมาชิกในท้องที่หรือเขตเลือกตั้งนั้นๆ ตั้งแต่ ๑๕ คนขึ้นไป แต่ทั้งนี้ในวาระแรกต้องไม่น้อยกว่าภาคละหนึ่งสาขาภายในระยะเวลาที่กำหนดในกฎหมาย
ข้อ ๒๑ . พรรคอาจจัดตั้งสาขาพรรคประชากรไทย ประจำเขตเลือกตั้งตามแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ไม่เกินเขตเลือกตั้งละหนึ่งสาขาพรรค
ในเขตเลือกตั้งใดมีสมาชิกของพรรคตั้งแต่ ๑๕ คนขึ้นไป ประสงค์จะจัดตั้งสาขาพรรคขึ้นก็ให้สมาชิกผู้ริเริ่ม ดำเนินการส่งรายการแสดงที่ตั้งสาขาพรรค รายชื่อ อาชีพ และที่อยู่ของผู้ดำเนินการตามแบบที่พรรคกำหนดไปยังเลขาธิการพรรค พร้อมทั้งรายชื่อ อาชีพ ที่อยู่ ลายมือชื่อ ของกรรมการสาขาพรรคเพื่อพรรคมีหนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคต่อนายทะเบียนพรคการเมืองตามแบบที่นายทะเบียนพรรคการเมืองกำหนด
จังหวัดที่มีสาขาพรรคตั้งแต่สองสาขาขึ้นไป จะจัดตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคประจำจังหวัดก็ได้
ข้อ ๒๒ . ให้มีการประชุมใหญ่สมาชิกสาขาพรรค เป็นครั้งแรกเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคให้มีคณะกรรมการสาขาพรรคคณะหนึ่ง ซึ่งที่ประชุมใหญ่สมาชิกสาขาพรรคเลือกตั้งจากสมาชิกจำนวนไม่เกิน ๙ คน ซึ่งประกอบด้วย
( ๑ ) ประธานสาขาพรรค
( ๒ ) รองประธานสาขาพรรค
( ๓ ) เลขานุการสาขาพรรค
( ๔ ) รองเลขานุการสาขาพรรค
( ๕ ) เหรัญญิกสาขาพรรค
( ๖ ) โฆษกสาขาพรรค
( ๗ ) กรรมการอื่นๆ อีกไม่เกิน ๓ คน
กรรมการสาขาพรรคจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๒ ปี ซึ่งมีพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว อาจได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการสาขาพรรคอีกก็ได้
การประชุมใหญ่สมาชิกสาขาพรรค ให้ถือตามการประชุมตามข้อ ๒๖ โดยอนุโลม
ข้อ ๒๓ . การเลือกตั้งกรรมการสาขาพรรค ให้เลือกประธานสาขาพรรคเป็นลำดับแรก แล้วรองประธานสาขาพรรค และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน ๗ คน
การเสนอชื่อบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการสาขาพรรค จะต้องมีผู้รับรองอย่างน้อย ๕ คน ผู้รับรองและผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องอยู่ในทีประชุมใหญ่ และสมาชิกคนหนึ่งมีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกเป็นกรรมการสาขาพรรคได้ไม่เกิน ๑ คน
ประธานสาขาพรรคโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสาขาพรรค เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการให้ดำรงตำแหน่งตามข้อบังคับพรรคข้อ ๒๒
คณะกรรมการบริหารพรรคอาจกำหนดตำแหน่งอื่นใดเพิ่มเติมก็ได้ แล้วให้ประธานสาขาพรรคแต่งตั้งกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งตามข้อบังคับพรรคข้อ ๒๒ ดำรงตำแหน่งที่กำหนดนั้น ทั้งนี้ เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกินจำนวนตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
ในกรณีตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคว่างลง ให้ประธานสาขาพรรคแต่งตั้งจากบุคคลที่ที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคเลือกไว้ตามลำดับคะแนนที่สำรองไว้ ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุของคณะกรรมการสาขาพรรคที่เหลืออยู่ ในกรณีที่ไม่มีตัวบุคคลที่เลือกสำรองไว้ หรือบุคคลที่เลือกตั้งสำรองไว้ ไม่ประสงค์จะรับตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคแทน ก็ให้คณะกรรมการสาขาพรรคแต่งตั้งสมาชิกเป็นแทน แต่ถ้าประธานสาขาพรรคว่างลง ให้ที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคเลือกตั้งใหม่ภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ในระหว่างที่ไม่มีประธานสาขาพรรค ให้รองประธานสาขาพรรคทำหน้าที่แทน
ในกรณีที่รองประธานสาขาพรรคไม่มี หรือมีแต่ไม่อาจทำหน้าที่ได้ให้คณะกรรมการสาขาพรรคเลือกกรรมการผู้ใดผู้หนึ่งทำหน้าทืแทน
ในกรณีที่ไม่มีกรรมการสาขาพรรคเหลืออยู่หรือมีแต่ไม่ยินยอมดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคใหม่ คณะกรรมการบริหารพรรคอาจจะดำเนินการเอง หรือมอบหมายให้สมาชิกสาขาพรรคจำนวนหนึ่งดำเนินการก็ได้
คณะกรรมการสาขาพรรคอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคใหม่ ซึ่งจะต้องจักให้มีขึ้นภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันครบวาระสองปีหรือภายในหกสิบวันนับแตที่วันกรรมการสาขาพรรคทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งโดยเหตุอื่น
ข้อ ๒๔ . สำนักงานสาขาพรรค มีหน้าที่ความรับผิดชอบดังนี้
( ๑ ) งานการเงินและบัญชี
( ๑ . ๑ ) จัดทำบัญชีรับจ่ายของสาขาพรรค
( ๑ . ๒ ) จัดทำงบประมาณประจำปีของสาขาพรรค
( ๑ . ๓ ) จัดทำงบการเงินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
( ๒ ) งานประชาสัมพันธ์
( ๒ . ๑ ) เผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจการของสาขาพรรคและให้ความรู้ทางการเมืองแก่ประชาชนในท้องถิ่น
( ๒ . ๒ ) รับเรื่องร้องทุกข์และติดตามผล
( ๒ . ๓ ) จัดทำโครงการและแผนงานในการดำเนินกิจการของสาขาพรรค
( ๓ ) งานสมาชิก
( ๓ . ๑) รับสมัครสมาชิกพรรคเพื่อจัดส่งให้สำนักงานใหญ่พรรคดำเนินการต่อไป
( ๓ . ๒ ) จัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคในท้องที่ไว้เป็นเบื้องต้น
( ๓ . ๓ ) ประสานงานกับสำนักงานใหญ่พรรคและสมาชิกพรรค
เพื่อดำเนินการกิจกรรมของพรรค
( ๔ ) งานธุรการ
( ๔ . ๑ ) จัดหาวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน
( ๔ . ๒ ) ดูแลความสะอาดเรียบร้อยและปลอดภัยของสำนักงาน
( ๔ . ๓ ) บริการจัดพิมพ์ รับ - ส่งเอกสาร
ข้อ ๒๕ . คณะกรรมการสาขาพรรคมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
( ๑ ) เผยแพร่นโยบายและกิจกรรมของพรรค
( ๒ ) การให้ความรู้ทางการเมืองแก่สมาชิก และบุคคลทั่วไป
( ๓ ) รับเรื่องราวร้องทุกข์ของราษฎร และหาทางช่วยเหลือให้ถึงที่สุด
( ๔ ) ร่วมมือกับคณะกรรมการบริหารพรรคในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม เข้าสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือองค์การปกครองอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย
( ๕ ) เสนอแนะและให้ข้อคิดเห็นในเรื่องต่างๆต่อสำนักงานใหญ่พรรค
( ๖ ) จัดหาสมาชิกเพิ่มเติม
( ๗ ) จัดกิจกรรมของสาขาพรรคตามที่เห็นสมควร
( ๘ ) ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
( ๙ ) ปฏิบัติงานอื่นๆตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย
หมวด ๕
การประชุมใหญ่
ข้อ ๒๖ . การประชุมใหญ่สามัญหรือวิสามัญ ประกอบด้วยสมาชิกของพรรคดังต่อไปนี้
( ๑ ) กรรมการบริหารพรรค
( ๒) สมาชิกพรรคที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น
( ๓ ) สมาชิกที่เป็นรัฐมนตรีขณะนั้น
( ๔ ) สมาชิกผู้ที่ได้รับเชิญจากคณะกรรมการบริหารพรรค
( ๕ ) ที่ปรึกษาพรรค
( ๖ ) ประธานสาขาพรรค
ข้อ ๒๗ . ให้มีการประชุมใหญ่สามัญของพรรคปีละครั้ง
การประชุมใหญ่วิสามัญอาจมีได้เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม ร้องขอให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ
เมื่อมีผู้เข้าชื่อกันขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญตามความในวรรคสองให้คณะกรรมการบริหารพรรคเรียกประชุมโดยไม่ชักช้าและไม่เกิน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือให้เรียกประชุม
คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้กำหนด เวลา สถานที่ และระเบียบวาระการประชุมใหญ่ แต่สำหรับการประชุมใหญ่วิสามัญ ระเบียบวาระให้เป็นไปตามญัตติของผู้ขอ
ข้อ ๒๘ . ญัตติของผู้ที่ขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญ ต้องเสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรคพร้อมกับหนังสือขอให้เรียกประชุม
ข้อ ๒๙ . ในการประชุมใหญ่ ต้องมีสมาชิกตามข้อ ๒๖ มาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
การลงมติให้ถือเสียงข้างมากของสมาชิกที่มาประชุม ในกรณีที่มีเสียงเท่ากันให้ประธานที่ประชุมชี้ขาด
หมวด ๖
ความรับผิดชอบของพรรต่อสมาชิกในการให้ความรู้ทางการเมืองแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป
ข้อ ๓๐ . พรรค มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนสมาชิกให้มีความก้าวหน้าทางการเมือง เพื่อให้สมาชิกมีคุณภาพสูงพอที่จะทำหน้าที่ผู้นำทางการเมืองในระดับต่างๆ ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และระเบียบข้อบังคับพรรค
ข้อ ๓๑ . พรรคมีหน้าที่รับผิดชอบในการรับเรื่องราวร้องทุกข์ และเสริมสร้างความเป็นธรรมให้แก่สมาชิกภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และระเบียบข้อบังคับพรรค
ข้อ ๓๒ . พรรคจะต้องให้ความรู้ทางการเมืองแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไปอย่างน้อยปีละครั้ง โดยทำเป็นวารสารพรรคหรือทำการปราศรัยทั่วไป
ข้อ ๓๓ . พรรคมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสมาชิกในด้านอื่นๆ ตามระเบียบของพรรค
หมวด ๗
การบริหารการเงินและทรัพย์สินและการจัดทำบัญชีของพรรคและสาขาพรรค
ข้อ ๓๔ . พรรคอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้
( ๑ ) รายได้จากค่าบำรุงของสมาชิก
( ๒ ) รายได้จากการบริจาคโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
( ๓ ) รายได้หรือรายรับจากกิจการอื่นๆ ที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย
( ๔ ) รายรับจากเงินสนับสนุนที่ได้จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองโดยรัฐ
ให้หัวหน้าพรรคจัดให้มีบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคซึ่งต้องมีรายการดังต่อไปนี้
( ๑ ) ชื่อ ที่อยู่ จำนวนเงิน และรายการทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้ของผู้บริจาคทุกราย ในกรณีที่เป็นการบริจาคผ่านทางสมาชิกให้ระบุชื่อสมาชิกผู้รับการบริจาคด้วย
( ๒ ) วัน เดือน ปี ที่รับบริจาค
( ๓ ) สำเนาหลักฐานการรับบริจาค
ในกรณีที่การบริจาคเป็นการให้หรือให้ใช้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้ ให้คิดมูลค่าโดยคำนวณตามอัตราค่าเช่าหรือค่าตอบแทนตามปกติในท้องที่นั้น หรือค่าของสิทธินั้นก่อนจึงบันทึกลงในบัญชีและในกรณีที่ไม่อาจคิดมูลค่าได้ ให้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นนั้นให้ชัดเจนเท่าที่จะกระทำได้
หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค และสมาชิกซึ่งได้รับการบริจาคต้องนำส่งเข้าบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคต่อเหรัญญิกพรรค ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับการบริจาค
บรรดาเงินที่พรรคได้รับการบริจาคมา ให้หัวหน้าพรรคและเหรัญญิกพรรค นำไปฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์โดยระบุชื่อเจ้าของบัญชีในนามของพรรค
ในกรณีที่หัวหน้าพรรคและเหรัญญิกพรรคนำเงินไปฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์ ให้หัวหน้าพรรคแจ้งหมายเลขเงินฝากและจำนวนเงินที่เปิดบัญชีของทุกบัญชี พร้อมทั้งส่งสำเนาบัญชีเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์รับรองแก่นายทะเบียนพรรคการเมืองภายในเจ็ดวันนับตั้งแต่วันที่ได้เปิดบัญชี
ข้อ ๓๕ . รายจ่ายของพรรคมีดังนี้
( ๑ ) รายจ่ายปกติที่ต้องจ่ายตามงบประมาณประจำปี
( ๒ ) รายจ่ายพิเศษซึ่งมิได้กำหนดไว้ในงบประมาณประจำปี
ข้อ ๓๖ . งบประมาณประจำปีของพรรคประกอบด้วย
( ๑ ) งบประมาณรายรับ
( ๒ ) งบประมาณรายจ่ายซึ่งแยกออกเป็น ประเภทเงินเดือนและค่าจ้าง ค่าตอบแทนใช้สอยและค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าครุภัณฑ์และอื่นๆ
ข้อ ๓๗ . ปีงบประมาณและปีการลงบัญชีของพรรคให้เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม และสิ้นสุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ของปีเดียวกัน
ข้อ ๓๘ . การรับและการจ่ายเงินของพรรคให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนดไว้แต่จะต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อข้อบังคับพรรคหรือบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และราย รับซึ่งได้จากเงินสนับสนุนจากรัฐตามข้อ ๓๕ ( ๔ ) จะต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งไปใช้จ่ายเพื่อการบริหารพรรคและสาขาพรรค การหาสมาชิกเพิ่ม การใช้จ่ายในการเลือกตั้ง การให้ความรู้ทางการเมืองแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป
ข้อ ๓๙ . ให้คณะกรรมการบริหารพรรครับผิดชอบการบริหาร การเงิน การบัญชีของพรรค และสาขาพรรคให้ถูกต้อง ตามความเป็นจริงโดยให้ดำเนินการดังนี้
( ๑ ) ให้สำนักงานใหญ่โดยหัวหน้าพรรคและสาขาพรรคโดยประธานสาขาพรรคจัดทำบัญชีของพรรคและบัญชีสาขาพรรคประกอบด้วย
( ๑ . ๑ ) บัญชีรายวันแสดงรายได้หรือรายรับ และแสดงค่าใช้จ่ายหรือรายจ่าย
( ๑ . ๒ ) บัญชีแสดงรายรับจากการบริจาค
( ๑ . ๓ ) บัญชีแยกประเภท
( ๑ . ๔ ) บัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน
ให้ประธานสาขาพรรคส่งสำเนาบัญชีรายรับจากการบริจาคไปให้สำนักงานใหญ่ ภายหลังจากลงรายการแล้วเสร็จโดยพลันแต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินภายใน ๕ วัน
( ๒ ) การจัดทำบัญชีตาม ( ๑ ) ให้จัดทำเป็นงบการเงินเป็นประจำทุกรอบหกเดือน โดยงบการเงินต้องประกอบด้วย งบดุล งบรายได้ และค่าใช้จ่าย และให้ประธานสาขาพรรคส่งงบการเงินดังกล่าวพร้อมกับรับรองความถูกต้องแล้วส่งให้สำนักงานใหญ่พรรคดำเนินการต่อไป
( ๓ ) พรรคต้องจัดทำงบการเงิน ซึ่งรวมถึงงบการเงินของสาขาพรรคด้วยในทุกรอบปีปฏิทิน โดยมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองแล้วและต้องเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ของพรรคอนุมัติภายในเดือนเมษายนของทุกปี เมื่อที่ประชุมใหญ่ของพรรคอนุมัติแล้ว ให้หัวหน้าพรรครับรองความถูกต้องร่วมกับเหรัญญิกพรรค และให้หัวหน้าพรรคส่งงบการเงินดังกล่าวต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ของพรรคอนุมัติพร้อมทั้งสำเนาบัญชีตาม ( ๑ )
( ๔ ) ในส่วนที่พรรคได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ พรรคจะต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายของพรรคในส่วนนี้ทุกรอบปีปฏิทินให้ถูกต้องตามความเป็นจริงและยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
หมวด ๘
การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ข้อ ๔๐ . สมาชิกที่จะสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในนามพรรค ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารพรรคก่อน
ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรคทำการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งปวงที่ราษฎรเป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
ในการเลือกตั้งดังกล่าวในวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนดและคณะกรรมการบริหารพรรคตั้งกรรมการคณะหนึ่ง หรือหลายคณะเพื่อดำเนินการตามที่คณะกรมการบริหารพรรคกำหนด
หมวด ๙
การตั้งรัฐบาล
ข้อ ๔๑ . ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคในการจัดตั้งรัฐบาลหรือร่วมกับพรรคการเมืองอื่น ในการจัดตั้งรัฐบาลและกำหนดตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี
หมวด ๑๐
การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาท้องถิ่น
ข้อ ๔๒ . ภายหลังที่มีการเลือกตั้งทั่วไปของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เลขาธิการพรรคเรียกประชุมบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งสังกัดพรรคในโอกาสแรกที่สามารถจะทำได้ก่อนวันเปิดสมัยประชุมรัฐสภาครั้งแรก เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินงานในรัฐสภา
ข้อ ๔๓ . การเสนอหรือรับรองญัตติเรื่องใดๆ ตลอดจนการอภิปรายการลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือที่ประชุมร่วมกันของสภาให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค
ข้อ ๔๔ . นอกจากที่ได้ตราไว้ในข้อบังคับนี้แล้ว ที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคมีอำนาจตราระเบียบว่าด้วยการประชุม จรรยาบรรณและวินัยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค
ข้อ ๔๕ . การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือองค์การปกครองอื่นซึ่งราษฎรเป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งให้ใช้ข้อบังคับ ในหมวดนี้โดยอนุโลม
หมวด ๑๑
วินัย และจรรยาบรรณของสมาชิก
ข้อ ๔๖ . สมาชิกต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคตามที่ปรากฏในแนวนโยบายของพรรค และต้องปฏิบัติตามข้อบังคับพรรค และมติของคณะกรรมการบริหารพรรคอย่างเคร่งครัด โดยไม่ใช้สถานะความเป็นสมาชิกไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือเพื่อบุคคลอื่นโดยขัดต่อข้อบังคับ , มติพรรคหรือกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดี
ข้อ ๔๗ . สมาชิกต้องไม่กระทำการใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่ามีการแตกแยกความสามัคคี หรือจะก่อให้เกิดการแตกแยกความสามัคคีในพรรค
ข้อ ๔๘ . ในการดำเนินงานในรัฐสภาหรือสภาท้องถิ่น สมาชิกจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมาที่สภากำหนดไว้
ข้อ ๔๙ . สมาชิกจะต้องประพฤติตนมิให้เป็นที่เสียหายแก่พรรค
หมวด ๑๒
การลงโทษสมาชิก
ข้อ ๕๐ . การกล่าวหาสมาชิกของพรรคคนใดว่าได้กระทำ หรือละเว้นการกระทำอันควรแก่การลงโทษ ต้องทำเป็นหนังสือถึงหัวหน้าพรรค ลงลายมือชื่อสมาชิกไม่น้อยกว่า ๒๐ คน
ข้อ ๕๑ . เมื่อได้รับหนังสือตามข้อ ๕๐ แล้ว หัวหน้าพรรคมีอำนาจกระทำการสอบสวนด้วยตนเอง หรือมอบให้กรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่ง หรือหลายคน สอบสวนข้อมูลข้อกล่าวหานั้น ถ้าสอบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีมูลหัวหน้าพรรคมีอำนาจสั่งยกข้อกล่าวหานั้นเสียได้ หากสอบสวนแล้วเห็นว่ามีมูลให้เสนอข้อกล่าวหานั้นพร้อมทั้งรายงานการสอบสวนต่อคณะกรรมการบริหารพรค ในกรณีเช่นนี้ คณะกรรมการบริหารพรรคมีอำนาจ
( ๑ ) พิจารณาชี้ขาดเสียเอง
( ๒ ) ตั้งสมาชิกไม่น้อยกว่า ๕ คน เป็นกรรมการพิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการบริหารพรรค
ข้อ ๕๒ . ในการพิจารณาข้อกล่าวหาสมาชิก ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาตลอดจนแสดงพยานหลักฐาน
ข้อ ๕๓ . เมื่อการพิจารณาสิ้นสุดลง คณะกรรมการบริหารมีอำนาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
( ๑ ) ให้ระงับเรื่องกล่าวหา
( ๒ ) ยกข้อกล่าวหา
( ๓ ) ว่ากล่าวตักเตือน
( ๔ ) ภาคฑัณฑ์
( ๕ ) ลบชื่อออกจากทะเบียนให้พ้นจากสมาชิกภาพ
ข้อ ๕๔ . คำสั่งตามข้อ ๕๓ ( ๕ ) จะมีได้ต่อเมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค
ในกรณีที่สมาชิกผู้นั้นดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย มติของพรรคต้องเป็นมติของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรค และมติดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้งหมด และการลงมติตามวรรคนี้ให้ลงคะแนนเสียงโดยวิธีลับเท่านั้น
หมวด ๑๓
การแก้ไข เพิ่มเติมข้อบังคับ และแนวนโยบายของพรรค
ข้อ ๕๕ . การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรค และแนวนโยบายของพรรคจะทำได้ก็แต่ด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคและได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่
ข้อ ๕๖ . การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ และแนวนโยบายของพรรคต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขต่อไปนี้
( ๑ ) ญัตติเสนอมาจากคณะกรรมการบริหารพรรค หรือจากสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน
( ๒ ) ที่ประชุมใหญ่ลงคะแนนเสียงอนุมัติโดยคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมประชุม
หมวด ๑๔
การเลิกพรรคและสาขาพรรค
ข้อ ๕๗ . การเลิกพรรคหรือสาขาพรรคให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่ของพรรค หรือการถูกยุบเลิกตามกฎหมาย
ข้อ ๕๘ . ในกรณีที่พรรคต้องยุบเลิก ให้ทรัพย์สินตกเป็นของสภากาชาดไทยหรือมูลนิธิอื่นใดตามมติของที่ประชุมใหญ่
หมวด ๑๕
หมวดสุดท้าย
ข้อ ๕๙ . หากมีปัญหาเกี่ยวกับการตีความข้อบังคับนี้ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีอำนาจตีความ
บทเฉพาะกาล
ข้อ ๖๐ . ภายใน ๙๐ วัน นับแต่ได้รับการตอบรับการแก้ข้อบังคับพรรคฉบับนี้จากนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคใหม่ทั้งหมด
|